Sharing

ไม่ต้องเหนียมกันอีกต่อไปกับระบอบการปกครองของประเทศไทย เพราะล่าสุด ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “ วันเด็ก … ขอนโยบายดีกว่าคำขวัญ”

โดย ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผอ.ศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า งานวันเด็กของประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นเวลา 61 ปี

ส่วนใหญ่จะเน้นกิจกรรมการละเล่นที่แต่ละหน่วยงานจัดขึ้น และการให้คำขวัญวันเด็กจากทุกรัฐบาล

โดยพบ 6 คำสำคัญที่ถูกใช้ซ้ำ อันดับ 1 วินัยและการเรียน 18 ครั้ง ตามด้วยชาติ 17 ครั้ง คุณธรรม 15 ครั้ง ขยัน 11 ครั้ง ประหยัด สามัคคี ซื่อสัตย์ 9 ครั้ง และประชาธิปไตย 4 ครั้ง

เมื่อเอาจำนวนตรงนี้มาตีความจะเห็นว่า ผู้ใหญ่ในสังคมไทยคาดหวังให้เด็กมีวินัย และรักชาติ อันคล้ายกับ Motto ของ “ทหาร”เหลือกำลัง ทั้งที่ความจริง วัยเด็กมิควรถูกตีกรอบมากนัก เพราะเป็นวัยแห่งความสร้างสรรค์ ค้นหาตัวเอง เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข และมีความรับผิดชอบ

แต่กับสังคมไทย กลับต่างออกไป เพราะเกิดมา มีวันเด็ก เด็กชาย เด็กหญิง ก็ล้วนถูกปลูกฝังให้อยู่ในกฎกรอบ ที่รวมเรียกว่าวินัย วินัยในที่นี้ หมายรวมถึงการตัดผมทรงหัวเกรียน เสมอติ่งหู เข้าแถวตากแดดตอนเช้า พอโตขึ้นมา ก็มีการปลูกฝังวินัยกันผ่านระบบ “ธำรงวินัย” บ้าง “โซตัส” บ้าง รุ่นพี่กระทำรุ่นน้อง ให้อยู่ในกฎกรอบ

แล้วแบบนี้ จะเอาความกล้าที่ไหน ไปเปิดโลก หาโอกาสแปลกใหม่ ให้ชีวิต เพราะต้องกังวลแต่เรื่องของกฎกรอบที่ห้ามขัดใจผู้ใหญ่ มุมหนึ่งเป็นเรื่องดีของคนบางกลุ่มที่ต้องการแช่แข็ง “มนุษย์พันธุ์ไทย” ให้ไร้วิวัฒนาการ

แต่ความจริงคือ วินัยเหล่านี้ บางครั้งมันไม่ได้ช่วยผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในสังคมโลก กลายเป็นว่าทรัพยากรมนุษย์ไทย เสียโอกาสในตลาดงานของโลก อันหมายถึงตัวคนไทย ปัจเจกนี่เอง ที่จะคับแคบทางด้านโอกาส ที่สำคัญคือมันยังไปสวนทางกับนโยบาย 4.0 ของรัฐบาล หรือการมุ่งให้ชาติไทย ขายนวัตกรรม หรือสิ่งประดิษฐ์ แนวคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม แบบใหม่ แต่กระบวนการหล่อหลอมของสังคมไทย กลับไม่หนุนให้คนไทยไปในทางนั้นเลย

มาถึงตรงนี้ ผู้ใหญ่ ทั้งหลาย ควรจะลดเรื่องของวินัย มาเพิ่มความสร้างสรรค์ให้กับเยาวชนคนรุ่นหลังบ้าง อย่าลืมว่าหนูๆ ทั้งหลายต้องก้าวไปสู้กับโลกภายนอก ยิ่ง AEC เปิด โลกแคบลง บริษัทจากเมืองนอกมาเปิดออฟฟิศ ตั้งสาขาในไทย โอกาสก็ยิ่งมากขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่ปรับตัวทัน แต่ถ้ายังธำรงวิินัยกันอยู่ ก็เสียดายโอกาสที่ไหลมา แล้วก็ผ่านไป ที่มิใช่หมายถึงแค่คนไทย แต่หมายถึงไทยทั้งชาติ ที่มิอาจคว้าโอกาสนั้นได้

Ringsideการเมือง


Sharing

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here