Sharing

สำหรับพรรคภูมิใจไทย นับเป็นม้ามืดในสนามการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพราะคว้าที่นั่ง ส.ส.ไปทั้งสิ้นกว่า 50 ที่นั่ง หักปากกา “หมอดูการเมือง” หลายสำนัก ที่เดาว่าพรรคสีน้ำเงิน น่าจะได้ ส.ส.เพียง 20 – 30 ที่นั่งเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยเฉิดฉาย คือ แนวทางการทำงาน ที่ใช้นโยบายแปลกใหม่ เกี่ยวพันเชิงบวกกับสุขภาพคนไทยหาเสียง

เป็นประเด็นที่หลบเร้นท่ามกลางกระแสการเมืองเดือด

อาทิ “เรื่องนโยบายกัญชา” เป็นต้น

ณ ห้วงเวลานั้น พรรคภูมิใจไทย นิยาม “กัญชา” ในฐานะของ “ยา” จากธรรมชาติ ใช้รักษาสารพัดอาการ มีผลวิจัยรองรับเรื่องของประสิทธิภาพ ได้รับการการันตีจากทั่วโลก มีราคาถูกแสนถูก ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และประหยัดงบประเทศ แถมยังจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่อีกต่างหาก

ได้ใจมวลชนอย่างที่หลายคนคิดไม่ถึง นำมาซึ่งเสียงเชียร์ ที่แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเลือกตั้งอย่างล้นหลาม

เป็นพลังจาก “สายเขียว” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพที่เรียกตัวเองว่า “สายกรีน” ไปจนถึง “สายคลีน” หรือกลุ่มคนที่ต้องการลดโลกร้อน เอาใจใส่ธรรมชาติ ปฏิเสธการใช้สารเคมี เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และพยายามปรับตัวใกล้ชิดกับธรรมชาติ โดยเชื่อว่าจะทำให้สุขภาพดี คุณภาพชีวิตดี ปลอดภัยจากโรคนานาชนิด

เป็นพลังประชาชน ที่ฝ่ายการเมืองอื่นมองข้าม ยกเว้นแต่เพียงพรรคภูมิใจไทย ที่มองเห็น

ล่าสุด พรรคภูมิใจไทย เดินหน้านโยบายแบน 3 พิษ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต แบบเดินหน้าเต็มสูบไม่กลัวหกล้ม ส่วนสำคัญเพราะมองเห็นพลังของสายกรีนนี่เอง

ต้องยอมรับว่าฐานเสียงกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตามเทรนด์ของโลกที่ให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การชนะใจประชาชน ไม่ว่าจะกลุ่มไหน นอกจากพูด “แล้วต้องทำ และทำ ต้องทำอย่างเต็มที่”

ดังนั้นจึงเห็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ น้องสาวขาลุยของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตะลุยด่านมะขามเตี้ย เดินหน้าแบนสารพิษทางการเกษตรแบบเอาจริงเอาจัง

นับตั้งแต่ประกาศเป็นนโยบายของท่านรัฐมนตรีช่วย ไปจนถึงการวางเป้าว่าภายในปี 63 ต้องไม่พบเห็นการใช้สารพิษในประเทศไทย ก่อนจะบุกกรมวิชาการเกษตร เร่งให้เปิดเผยจำนวนสต็อกสารพิษในประเทศ

ล่าสุดวันที่ 23 กันยายน รัฐมนตรีช่วยมนัญญา ได้ลงพื้นที่ด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ กรมวิชาการเกษตร เพื่อขอทราบจำนวนการนำเข้าสารพิษ ทั้งบุกไปยังนิคมอุตสาหกรรมบางปู เพื่อตรวจสอบปริมาณสารพิษคงเหลือในสต็อก เพื่อเทียบกับข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร เพราะต้องการทราบปริมาณที่แท้จริง สำหรับวางแผนจัดการต่อไป

“สำหรับการดำเนินการต่อไปนั้น จากหนังสือสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วม 4 ภาคส่วน นั้น จะป็นกลไกในการทำงานซึ่งจะขอเสนอตัวเองเป็นประธานกรรมการชุดนี้ เพื่อมาแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว มั่นใจว่าจะสามารถทำงานแล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด 60 วัน และอาจจะเสร็จก่อนเวลาดังกล่าวด้วย”

ชัดเจนว่านางสาวมนัญญาเล่นบทโหดกับเรื่องนี้ โดยได้กำลังหนุนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ซึ่งให้ข่าวในวันเดียวกันว่า

“ผมได้พูดคุยกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว ทุกคนเห็นในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น เมื่อธงเป็นเช่นนี้ เมื่อเรื่องดังกล่าวถูกสังคมกดดันมากขนาดนี้ เห็นผลของอันตรายมากขนาดนี้ ถ้ามีสติสัมปชัญญะดีๆ อุตส่าห์เข้ามาบริหารประเทศแล้ว แล้วยังบอกว่าสนับสนุนสารพิษต่อไปก็ไม่รู้จะพูดยังไง ผมจึงคิดว่าสารพิษเหล่านี้จะต้องหมดไป แต่ก็ต้องหาสิ่งอื่นมาทดแทน เพื่อที่เกษตรกรจะได้มีผลกระทบน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย”

เป็น 2 รัฐมนตรีจาก “พรรคภูมิใจไทย” ที่เปิดหน้าลุยสนับสนุนเรื่องปฏิเสธ 3 สารพิษ และกำลังสร้างความเห็นชอบในสังคมมากขึ้นเรื่องๆ จนฝ่ายหนุนสารพิษต้องถอยกรูดไม่เป็นท่า

โดยทางพรรคภูมิใจไทยมีแนวหนุนคนสำคัญคือ ศ.ดร.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักเคลื่อนไหว แนวหน้าต้านสารพิษ, นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว., นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการBioTHAI  รวมไปถึงนายยืนยง โอภากุล หรือ แอ็ด คาราบาว นักดนตรีชื่อดัง

ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทย ไม่เคยปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนแสดงความคิดเห็น กลับกัน ยังตั้งภาคประชาชนเข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการ เพื่อดูแลประเด็นดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎรด้วย อาทิ ศ.ดร.ธีระวัฒน์ และนายวิฑูรย์ เพื่อฉายภาพความจริงใจ ที่ความพยายามครั้งนี้ ไม่มีเกมลับลวงพราง แต่เปิดหน้าเล่น ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม โชว์ความมุ่งมั่นตั้งใจ

ชนิดที่ภาคประชาสังคมต้องปรบมือให้

ทั้งนี้ หากมองอันตรายของสารพิษทางการเกษตร ต้องยอมรับว่า การขยับของพลพรรคพรรคภูมิใจไทย เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน

BBCไทยเปิดเผยว่า ตามข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ระบุว่า พาราควอตมีพิษสูง แค่การกินเพียงจิบเดียวก็ถึงแก่ชีวิตได้ โดยไม่มียาถอนพิษ

เมื่อปี 2009 องค์การอนามัยโลก จัดให้พาราควอต เป็นสารเคมีอันตรายปานกลาง แต่มีข้อสังเกตในรายงานว่า มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวหากถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย และเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากรับประทาน หรือสัมผัสกับผิวหนังในบริเวณกว้าง

ด้านศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี รายงานสถิติผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษพาราควอต ช่วงปี 2553-2559 ว่ามีจำนวน 4,223 ราย มีผู้เสียชีวิตคิดเป็น 46.18% สาเหตุหลักเกิดจากการนำไปใช้ฆ่าตัวตาย 56.60%

สถิติที่น่าในใจอีกอย่างหนึ่งคือ มีผู้เสียชีวิตด้วยพาราควอตจากการประกอบอาชีพ 8.19% คิดเป็นจำนวน 171 ราย

แน่นอนว่าภารกิจของพรรคภูมิใจไทย นอกจากจะเรียกคะแนนนิยมจาก “สายกรีน” หรือ “คนรักสุขภาพ” ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ยังจะทำให้ “คนทั้งประเทศ” มีคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยขึ้น

Ringsideการเมือง


Sharing

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here