นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ แสดงความเห็นกรณี สหรัฐอเมริกามีคำสั่งระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กับสินค้าจากประเทศไทย จำนวน 573 รายการ จาก 1,300 รายการ เป็นมูลค่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 39,650 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าทางการไทยไม่สามารถยกระดับสิทธิแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยการตัด GSP จะเริ่มบังคับใช้ใน 6 เดือนข้างหน้า หรือในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563
นายวิโรจน์ ระบุว่า แม้การตัดสิทธิ GSP ของประเทศสหรัฐอเมริกา จะถูกเชื่อกันว่า มีความเกี่ยวโยงกับกรณีที่รัฐบาลไทยเตรียมห้ามใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีมูลค่าประมาณ 51,000 ล้านบาทต่อปี ก็ตาม แต่การถูกตัดสิทธิ GSP ในครั้งนี้ อันที่จริงแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดคาดหมายแต่อย่างใด และก็ควรเป็นประเด็นที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเฝ้าระวัง และเตรียมมาตรการรับมือเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะประเทศไทยเป็น 1 ใน 21 ประเทศ ที่ถูกสหรัฐอเมริการตรวจสอบอย่างละเอียด เนื่องจากมีมูลค่าการค้ากับสหรัฐอเมริกาสูงกว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในรายชื่อประเทศคู่ค้าที่เข้าข่ายบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Manipulator Watchlist) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่สหรัฐอเมริกาเชื่อว่า มีการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่ 3 ข้อ ด้วยกัน คือ 1) เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่าร้อยละ 2 ของ GDP 2) เกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกามากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาและ 3) มีการสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มากกว่าร้อยละ 2 ของ GDP
“แต่การที่ประเทศไทยเข้าหลักเกณฑ์ 1 ข้อ คือ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่สหรัฐอเมริกากำหนดไว้มาก แม้ว่าการเกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาที่ 1.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ จะไม่ถึงเกณฑ์ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ก็ตาม แต่ก็ถือว่าปริ่มน้ำเต็มที ดังนั้น การที่ไทยจะถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิ GSP จึงเป็นสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้อยู่แล้ว และเป็นสถานการณ์ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเตรียมการรับมือเอาไว้ล่วงหน้าบ้างอยู่แล้ว” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ควรต้องตอบคำถามกับประชาชน ในกรณีนี้ คือ 1) ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ว่าประเทศไทยอาจจะถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิ GSP และประเมินผลกระทบไว้มากน้อยเพียงไร 2) ได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่อแก้ปัญหา หรือบรรเทาผลกระทบจากการถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิ GSP ไว้ล่วงหน้าหรือไม่ อย่างไร 3) ในระยะเวลา 6 เดือนนับจากนี้ ก่อนถึงวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563 ที่การถูกตัดสิทธิ GSP จะมีผลบังคับใช้ มีแผนที่จะดำเนินการอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ รัฐบาลควรจะต้องประเมินว่าการถูกตัดสิทธิ GSP ในกรณีนี้ จะส่งผลให้เกิดการหดตัวของภาคการส่งออกมากน้อยเพียงไร และการหดตัวของการส่งออกนั้น จะส่งผลต่อแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานผู้มีรายได้น้อย (ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน) มากแค่ไหน เพราะในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนแรงงานที่ทำงานล่วงเวลาในภาคอุตสาหกรรม เฉลี่ยแล้วลดลงถึง 8.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบคำถามของประชาชนก็คือ ผลของการตัดสิทธิ GSP ในกรณีนี้ จะซ้ำเติมการแรงงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ ขนาดไหน และรัฐบาลได้เตรียมมาตรการเยียวยาอะไรไว้รองรับแล้วบ้าง
“รัฐบาลยังมีเวลาอีกตั้ง 6 เดือน ในการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา เพื่อแสวงหาทางออกร่วมกัน และยังพอมีเวลาในการดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิแรงงานประมงให้มีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะทำให้สหรัฐอเมริกายกเลิกคำสั่งการตัดสิทธิ GSP ได้ ซึ่งรัฐบาลควรจะรายงานความคืบหน้าถึงการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหานี้ ให้กับประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะๆ” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ ระบุด้วยว่า กรณีสำหรับภาคประมงไทย คงไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะปัจจุบันการส่งออกปลาที่จับจากเรือประมงของไทยไปยังประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีน้อยมากๆ แล้ว สำหรับการส่งออกทูน่ากระป๋อง และซาร์ดีนกระป๋องไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงครึ่งปีแรก ก็มีมูลค่าเพียง 236.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อความถูกต้องแม่นยำ คงต้องรอฟังการประเมินผลกระทบของสินค้าแต่ละรายการจากกระทรวงพาณิชย์เสียก่อน
ขณะที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิทางภาษีหรือ GSP ว่า ขอเรียนให้ทราบว่าในเรื่องกรณีที่สหรัฐอเมริกาได้ตัดจีเอสพีสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกานั้น
ประเด็นก็คือ ปัจจุบันนี้สหรัฐฯให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือที่เรียกว่าจีเอสพี ที่ส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ รวมทั้งหมดราคา 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไทยไม่ได้ใช้สิทธิ์เต็มตามจำนวนที่ให้สิทธิ์เรา ใช้สิทธิ์แค่ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ส่งออกไปในทุกวันนี้
ซึ่งประเด็นของการจากตัดจีเอสพี ก็หมายความว่าต่อไปนี้สินค้าของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จำนวนยอดขายรวมกัน 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ นั้นจะต้องเสียภาษีนำเข้าสหรัฐ จากเดิมที่ไม่ต้องเสียภาษี ภาษีที่ต้องเสียตกร้อยละ 4-5 โดยประมาณ ซึ่งทั้งหมดนี้หมายความว่าต่อไปนี้สินค้าไทย ที่จะส่งไปขายสหรัฐอเมริกาจะต้องมีภาระภาษีแทนที่จะไม่ต้องจ่ายภาษี ซึ่งภาระทางภาษีแต่ละปี เมื่อคำนวณแล้วตกประมาณ 1,500 ถึง 1,800 ล้านบาท
“กล่าวโดยสรุปก็คือการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรของสหรัฐทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกไปขายยังสหรัฐอเมริกา มีภาระที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น 1,500 -1,800 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตามประเด็นที่เป็นที่มาของสหรัฐฯ อ้างว่าใช้เป็นเงื่อนไขในการตัดสิทธิ์ ทำให้เราต้องเสียภาษีคือเรื่องแรงงาน สหรัฐต้องการให้ไทยเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าว ที่มาทำงานอยู่ในประเทศไทยสามารถตั้งสหพันธ์แรงงานได้อันนี้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ส่วนประเด็นอื่นนั้นขอให้ทางกระทรวงแรงงานเป็นผู้ให้ข้อเท็จจริง” นายจุรินทร์ กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงพิจารณาประจำปีของเขาแต่เราสามารถที่จะอุทธรณ์หรือขอให้ทบทวนใหม่ได้ซึ่งหลายครั้งที่ผ่านมาอย่างเช่นปีที่แล้วก็ทบทวนรายการสินค้าคืนมาให้ 7 รายการ และปีนี้เราก็จะยื่นขอทบทวนอีก ถ้าเขาไม่ทบทวนถือว่าเป็นอำนาจของเขาเข่นกันเพราะเขามีสิทธิ์ฝ่ายเดียวเขาสามารถให้หรือไม่ให้ประเทศใดก็ได้ อย่างไรก็ตามประเทศไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เขาให้ฝ่ายเดียว เมื่อเขาไม่ให้หรือทบทวนแล้วไม่ให้เราก็จะไม่ได้สิทธิ์พิเศษนั้นต่อไปนี้เราก็จะต้องจ่ายภาษีตามเงื่อนไขที่เขากำหนดทำให้เรามีภาระทางภาษีเพิ่มขึ้น 1,500 -1,800 ล้านบาท ส่วนคำถามเรื่องสำหรับการแบน 3 สาร เท่าที่ติดตามไม่ได้เป็นเงื่อนไขของครั้งนี้สิ่งที่เราทราบเป็นทางการ คือ เกี่ยวกับประเด็นแรงงาน สรุปว่าสิ่งที่เขาอ้างในการตัดสิทธิ์ไม่เกี่ยวกับ 3 สาร แต่อย่างใด