เห็นแก่ประชาชน และเอาความจริงมาคุยกัน ! “พลพีร์” ขอ “อรุณี เพื่อไทย” มองให้ขาดเรื่องกัญชา อย่าอ้างข่าวดราม่าปิดกั้นโอกาสคนไทย 70 ล้านคน .

Sharing

กรณีที่ น.ส.อรุณี กาสยานนท์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาโจมตีนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์ 27 กรกฎาคม 2565 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ออกมากล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ขอบคุณสำหรับความห่วงใย ขอย้ำว่านโยบายกัญชาทางการแพทย์ ไม่ได้เกิดจากความไม่รอบคอบอย่างที่ถูกกล่าวหา พรรคภูมิใจไทย ศึกษาเรื่องนี้ อย่างละเอียดมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และเห็นว่า นโยบายนี้ มีประโยชน์ทั้งในแง่ของสุขภาพ และเศรษฐกิจ มีหลายประเทศ เดินหน้าไปก่อนแล้ว เป็นตัวอย่างให้ประเทศไทยได้ศึกษา เพื่อปรับมาให้เหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งบางประเทศนั้น เปิดเสรีมากกว่า แต่ไทยเห็นว่าควรจำกัดไว้แค่เรื่องการแพทย์เป็นหลัก ถ้าศึกษาข่าวสารกันให้ดี จะเห็นว่าก่อนวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการสุดความสามารถ เพื่อให้ความรู้กับประชาชน ว่าจะใช้อย่างไร ให้เกิดประโยชน์ แต่กัญชาก็เป็นเหมือนทุกสรรพสิ่ง ที่มี 2 ด้านขึ้นกับการใช้ของแต่ละบุคคล ยิ่งกับการที่กัญชา ยังเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย ก็ต้องให้เวลาประชาชนในการเรียนรู้ และปรับตัว จะเห็นว่าภาครัฐ มีการประเมินสภาพสังคมไทย อยู่ตลอด และปัญหาที่เกิดขึ้น ยังอยู่ในระดับน้อยมาก หากเทียบกับคนไทยจำนวนคนทั้งประเทศที่ 70 ล้านคน
.
ส่วนที่น.ส.อรุณีพูดอยู่เสมอว่า เด็กได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้อย่างมหาศาล ตรงนี้ ขอให้เปิดโชว์ตัวเลขมาเลย ไม่ใช่มีเคสดราม่าเพียง 2-3 เคส แล้วจะเอาเรื่องนี้ไปตีขลุมล้มนโยบายบายที่มีคนนับล้านคนได้ประโยชน์ ทั้งคนป่วย และคนที่ใช้กัญชาจะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งคนป่วยก็กำลังรักษา ประชาชนกำลังลงทุน กำลังลงแรง บางคนก็ทุ่มเทไปแล้ว จะให้ทำอย่างไร จะให้บอกประชาชนไหม ว่า ที่ต้องยกเลิกนโยบายไปเพราะท่านค้าน ขอให้ น.ส.อรุณี มองเรื่องกัญชาให้เป็นจริง ที่สำคัญ ในพรรคเพื่อไทยเอง ก็มีคนที่มองเห็นคุณค่าของนโยบายกัญชาของรัฐบาลหลายคน ขอให้ น.ส.อรุณี แล้วถามตัวเองว่า ที่ท่านบอกว่า นโยบายเลวร้าย ทำให้คนติดยา กันทั่วบ้านทั่วเมือง วันนี้ ออกจากบ้าน ท่านได้กลิ่นกัญชาหรือไม่ ท่านเดินไปโรงเรียนมีเด็กเสพกัญชาให้ท่านเห็นหรือไม่ หรือท่านเห็นเพียงจากในข่าวโซเชียล ท่านตอบตัวเองได้หมด ว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร เอาเข้าจริง กฎหมายที่ออกมาตอนนี้ มันครอบคลุมหมดแล้ว มีประกาศจากทุกกระทรวงฯ ในการควบคุมการใช้กัญชา แล้วมีโทษปรับ ถึงจำคุก ด้วย แต่การดำเนินการขอให้เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ซึ่งตอนนี้ ยังเป็นช่วงแห่งการตักเตือน เพราะเข้าใจว่า ประชาชน กำลังเรียนรู้เพื่ออยู่กับนโยบาย แต่ในอนาคต เราจะเห็นความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมาย และในปีนี้ เราจะเห็นความลงตัวหลังจาก พ.ร.บ.ออกมาแล้ว
.
เข้าใจว่าเป็นห่วงเรื่องการใช้กัญชาเพื่อความบันเทิง แต่เมื่อเรามาดูที่ผลโพล จะพบว่าในความเป็นจริงข้อมูลจาก ซูเปอร์โพล สำรวจเรื่องทัศนคติของประชาชน ระหว่างวันที่ 13 – 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.6 ไม่สนใจจะเสพกัญชาเพื่อความบันเทิง ในขณะที่เพียงร้อยละ 3.4 สนใจใช้เพื่อทันทนาการ เมื่อถามถึงความรู้ ความเข้าใจต่อประโยชน์กัญชา หลังปลดล็อกกัญชา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.1 รู้ว่าปลดล็อกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ รักษาโรคภัยต่าง ๆ ของผู้ป่วย ชัดเจนว่า ประชาชนรู้ว่าต้องใช้กัญชาทางการแพทย์ ต้องใช้เพื่อสุขภาพ เป็นยา ทางเลือกในการรักษา แล้วท่านจะเอาคน 3.4% มาปิดโอกาสของคน 96% ที่รวมถึงคนป่วยอีกจำนวนมากมาหยมหาศาลอย่างนั้นหรือ ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ระบุว่า สารสกัดจากกัญชา สามารถรักษาได้ 6โรค/ภาวะ ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายาก ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ภาวะปวดประสาท ภาวะเบื่ออาหารในผู้ป่วย AIDS ที่มีน้ำหนักตัวน้อยเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยระยะสุดท้าย และพบหลักฐานเชิงประจักษ์ในการช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอีก 4 โรค คือ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรควิตกกังวลทั่วไปโรคปลอกประสาทอักเสบ ผู้ป่วยเหล่านี้ มีจำนวนนับล้านคน ที่เขาได้ประโยชน์จากการใช้สารสกัดจากกัญชาในการรักษา จากนี้ไป เมื่อเดินหน้านโยบาย ผู้ป่วย จะเข้าถึงยาที่ได้มาตรฐานได้ง่ายขึ้น ท่านจะไปปิดโอกาสของผู้ป่วยหรือ อยากให้คิดให้ลึกๆ เราเป็นนักการเมือง ต้องทำเพื่อประชน ไม่ใช่ว่า จะไปปิดกั้นโอกาสของประชาชน
.

Sharing
spot_img

Latest articles

Related articles

spot_img