Sharing

การเกิดขึ้นมาใหม่ของพรรค “รวมแผ่นดิน” โดย พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา นั้น บ้างก็ว่าเพื่อรับสูตรบัตรใบเดียว โดยหวังฟลุ๊กได้คะแนนจากปรากกฏการณ์ “บัตรเขย่ง”
กระนั้นแล้ว หากมองที่สถานการณ์ล่าสุด จะเห็นว่า ในสายการเมืองฝั่ง พปชร. ปฏิเสธความเป็นไปได้ในเรื่องการกลับมาของระบบบัตรใบเดียว สอดคล้องกับที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาเปิดเผยว่าในที่ประชุม ครม.ก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้
จึงชัดเจนว่า การเกิดขึ้นของพรรครวมแผ่นดินไทย หาได้เกี่ยวกับเรื่องบัตรใบเดียวหรือ 2 ใบ
อย่างไรก็ตาม การตั้งพรรคใหม่ มีเอเจนด้าอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมันมาพร้อมกับอาการ “แข็งฉับพลัน” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่อยู่ดีๆ ก็ดันกลับมามีชีวิตชีวาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
วันพุธที่ 3 ส.ค.2565 “พรรครวมไทยสร้างชาติ” จะมีการประชุมใหญ่ วิสามัญ ที่สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ตัวจริงเสียงจริง โดยคาดหมายว่า “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” จะขึ้นแท่นเป็นหัวหน้าพรรค มี “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” เป็นแคนดิเดตเลขาธิการพรรค พ่วงด้วยปีกของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ที่ส่ง “ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง” อดีตเลขาธิการพรรครวมพลังประชาชาติไทย เจ้าของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มาร่วมทีม
คึกตักกันน่าดู ถึงขั้นมีกระแสข่าวว่า นักการเมืองสาย กปปส. ใน ปชป. ก็เตรียมชิ่งพรรคสีฟ้า มารวมกับพรรคนี้เช่นกัน
นักวิเคราะห์มองว่า การขยับของพรรคตระกูล “รวม” ณ ห้วงเวลานี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเดินเกมปั่นราคา เพราะอย่าลืมว่าพรรคตระกูล “รวม” ทุกพรรคนั้น มีเป้าหมายคือหนุน 3 ป.อยู่แล้ว แต่ที่ต้องแยกกันออกมาทำพรรค เพราะ อยู่ร่วมกันไม่ได้เนื่องจากเคมีไม่ตรงกัน
ฝ่ายหนึ่งเป็นนักการเมืองมืออาชีพ
อีกฝ่ายก็ทหารมืออาชีพ
คุยคนละภาษาเจรจากันไม่รู้เรื่อง
ที่สำคัญแยกมาทำเอง ยังได้ปล่อยของเต็มที่ โชว์ประสิทธิภาพ ความสามารถกันแบบไม่ต้องเกรงใจใคร ได้โชว์ให้ “ผู้มีอำนาจ” เห็น ถ้าแววดี ก็มีสิทธิ์ได้รับเลือกเป็น “ตัวทำเกม” พร้อมกระสุนมหาศาล และถ้าทำผลงานได้ทะลุเป้า เผลอๆ จะได้เป็นแกนหลักในแนวรุกทางการเมืองเพื่อพา 3 ป.ไปถึงฝั่งฝัน
แต่เอาเข้าจริง ไม่ใช่งานง่าย เพราะในกระดานการเมือง ขั้ว 3 ป. ยังมีพรรคพลังประชารัฐยืนจังก้า แต่ทว่า ในความเป็นจริง ข้างในพรรคนี้ ก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก อภิปรายครั้งล่าสุด จะเห็นว่า เสียงแตกไปคนละทิศละทาง “บิ๊ก ป. ปลา” มองแล้ว น่ากลัวหากจะเดิมพันให้ใจเต็มร้อย ดังนั้น มีพรรคตระกูล “รวม” มาสำรองไว้ก็น่าจะดีกว่า
เช่นนี้แล้ว ถ้าพรรคสาย “รวม” ทำงานเข้าเป้า สถานะที่เคยเป็นพรรคสำรอง ก็อาจจะกลายเป็นพรรคหลักก็เป็นได้
.

Sharing

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่