ปฏิรูปการเมืองเหลว หลังผู้มีอำนาจมองการ “ดูด”เป็นประชาธิปไตย

Sharing

ชัดเจนว่า สถานการณ์ทางการเมือง ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าการดูดส.ส.ของพรรคการเมืองบางพรรคที่มีการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับกลุ่มอำนาจในอนาคต ดังนั้นเมื่อมีการจัดตั้งขึ้นมาแล้วจำเป็นที่จะต้องมีส.ส.แล้วจะหาจากไหนก็เป็นไปตามสำนวนไทยที่ว่า “ตกปลาในอ่างเพื่อน”

ดังนั้นวาทกรรมการ “ดูด”จึงเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ ขณะนี้

ประกอบกับการออกมาพูดผ่านสื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในรายการศาสตร์พระราชา ตอนหนึ่งว่า “กรณีมีข่าวเรื่องการดูด ส.ส.พรรคโน้น พรรคนี้ ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมทำงานทางการเมืองให้ตอนนี้ แต่ทุกคนทราบดีว่า การดูด เกิดขึ้นมายาวนานแล้ว ไม่ใช่มาบอกแต่ คสช. ดูด ผมก็อยู่ตรงนี้อยู่ ผมก็เป็นรัฐบาล ผมก็อยู่ตรงกลางตรงนี้ ที่ต้องอำนวยการให้เกิดการเลือกตั้งให้ได้ เป็นหน้าที่ของผมขณะนี้

ฉะนั้นการดูดกันมันก็มีทุกพรรคการเมืองมายาวนานแล้ว เป็นครรลองของประชาธิปไตยของไทยตลอดมา หลายคนอาจจะอ้างว่าทำด้วยอุดมการณ์ ด้วยนโยบาย เพื่อชาติและประชาชน คำว่าดูด ส.ส.คงเป็นภาษาของสื่อฯ เป็นการตลาด ผมคิดว่าประชาชนควรใช้วิจารณญาณได้เองว่าอะไรคือการทำเพื่อส่วนรวม อะไรที่เป็นการทำเพื่อพวกพ้อง หากมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญเช่นเดียวกันแล้ว ก็น่าจะช่วยกันทำงานได้นะ เราไม่อาจมองข้ามกันได้”

ย้ำด้วยคำพูดของนายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นถึงกระแสข่าวการดูดอดีต ส.ส. และนักการเมืองมาร่วมตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีขณะนี้เหมือนตกเป็นจำเลย แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะถูกตรวจสอบและถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งนายกฯก็ต้องทำใจ สำหรับตนเห็นว่าการรวบรวมนักการเมืองมาเป็นเรื่องปกติและทุกพรรคก็ทำทั้งนั้น ทั้งพรรคเก่าและพรรคใหม่

การใช้คำว่าดูด เป็นการใช้ศัพท์การเมืองที่ทำให้ดูหวือหวา ตื่นเต้น แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องธรรมชาติทางการเมือง ตนเข้าใจ เพราะทุกคนก็คงต้องคิดว่าหากนายกฯหรือคนในรัฐบาลเล่นการเมืองก็จะทำให้ได้เปรียบเพราะคุมกลไกรัฐอยู่ คุมกลไกมหาดไทย มีทหาร มีมาตรา 44 อีก ได้เปรียบหลายอย่างเลยทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง แต่อยากให้เข้าใจว่า ปัจจุบันก็ถือว่า นายกฯทำการเมืองอยู่แล้ว แต่ในอนาคตจะทำต่อหรือไม่ตรงนี้ ตนคิดว่านายกฯยังไม่ได้ตัดสินใจ ที่ผ่านมานายกฯก็บอกเองว่า ถ้าประชาชนอยากให้ทำงานต่อก็จะพิจารณา แต่การที่จะให้นายกฯไปจดทะเบียนพรรคการเมืองตัวเองคิดว่าคงไม่ใช่ และคงเป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับคนรอบตัวนายกฯ ความจริงก็มีหลายคนที่เป็นนักการเมืองมาก่อน เช่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เพราะฉะนั้นถ้า นายสมคิด จะไปทำงานการเมืองต่อแล้วมาเชิญนายกฯ ท่านก็คงต้องพิจารณาว่าจะเดินไปจุดนั้นหรือไม่

ในขณะเดียวกัน นักการเมือง มีมุมมองที่ต่างออกไป โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมช.คมนาคม แกนนำพรรคเพื่อไทย ภาคอีสาน และ จ.นครราชสีมา กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีระบุว่า การดูด ส.ส.ของพรรค คสช.เป็นเรื่องปกติตามครรลองระบอบประชาธิปไตยนั้นว่า ถือเป็นสิทธิที่พลเอกประยุทธ์ฯจะแสดงความคิดเห็นได้ แต่ตนมองว่าการกระทำลักษณะนั้นเป็นการเมืองแบบเก่าไม่ใช่มิติใหม่ที่คนไทยคาดหวัง           ซึ่งที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ฯ ออกมาย้ำกับประชาชนคนไทยตลอดว่าการเข้ามาของคณะ คสช.จะคืนความสุขให้กับประชาชนด้วยการปฏิรูปการเมืองไทยใหม่และไม่อยากให้นักการเมืองระบบเก่าๆเข้ามาสู่รัฐสภาอีก แต่วิธีการที่ทำอยู่ในปัจจุบันตรงกันข้ามกับที่นายกฯประยุทธ์พูดโดยสิ้นเชิง ซึ่งตนก็เชื่อว่า ณ วันนี้ประชาชนก็อยากจะเห็นโฉมหน้าการเมืองใหม่ที่จะเป็นความหวังในการแก้ปัญหาของประเทศได้

ด้านนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊กแฟนเพจ แสดงความเห็นสถานการณ์ทางการเมือง ว่า เป็นความจริงที่การดูดเป็นวิถีของพรรคการเมืองบางพรรคในสังคมไทย พรรคประเภทนี้มักเป็นพรรคที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ มีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อที่จะได้เป็นรัฐบาล เป็นพรรคที่มีทุนหนา และ/หรือ มีอำนาจรัฐสนับสนุนอยู่ด้วยในขณะที่มีการดูด การดูดที่เกิดขึ้น หมายถึงการที่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมีพลังในการทำให้นักการเมืองอื่นย้ายพรรคหรือยุบพรรคไปรวมกับพรรคนั้น ซึ่งสะท้อนภาวะด้อยพัฒนาของระบบพรรคการเมืองไทย และระบอบประชาธิปไตย เพราะบ่งถึงภาวะที่นักการเมืองไร้อุดมการณ์และจุดยืนทางการเมืองที่มั่นคง ไร้อุดมการณ์ทั้งคนดูดและคนถูกดูด

สำหรับคนดูดก็สักแต่ว่าทำให้พรรคที่จัดตั้งขึ้นมามีส.ส.มากที่สุดเพื่อจะได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล ส่วนคนถูกดูดก็พอกัน คือหวังแต่ผลประโยชน์ และอำนาจเป็นหลัก โดยก่อนการเลือกตั้งหวังว่าจะได้รับเงินทุนสนับสนุนการเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งก็หวังว่าจะได้รับตำแหน่งในรัฐบาลหากการดูดเป็นครรลองของประชาธิปไตยไทย ก็หมายถึงว่า ระบอบประชาธิปไตยไทยด้อยพัฒนาและล้าหลัง ดังนั้นการที่คนพูดซึ่งพูดอยู่ตลอดเวลาว่าจะปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง มาพูดในลักษณะที่สร้างความชอบธรรมแก่การดูดย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และทำให้น้ำหนักของการปฏิรูปประเทศหายไปจนแทบจะหมดสิ้น        ดังนั้นหากคิดจะปฏิรูปการเมืองและประเทศ จะต้องไม่ทำตามแบบแผนการเมืองเดิมที่ล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย แต่จะต้องทำในสิ่งที่สอดคล้องกับวิถีที่ถูกต้องชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือหากคิดจะจัดตั้งพรรคการเมือง ก็ต้องเริ่มจากอุดมการณ์และหลักการเชิงคุณธรรมทางการเมือง และมีกระบวนการจัดตั้งพรรคการเมืองตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยที่เป็นสากลอย่างแท้จริง ให้คนเข้ามาร่วมพรรคด้วยการที่มีอุดมการณ์ร่วมกันและเป็นไปโดยสมัครใจ มากกว่าหยิบยื่นผลประโยชน์และตำแหน่งต่างตอบแทน เพื่อดูดอดีต ส.ส.ให้มาเข้าพรรคที่ตนเองหรือผู้สนับสนุนจัดตั้ง     และหากทำไม่ได้ ก็ควรเลิกอ้างเรื่องการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปประเทศเสียเถอะ เพราะสิ่งที่พูดออกมากับสิ่งที่คิด เชื่อ และทำจริงๆนั้นมันคนละอย่างกันอย่างสิ้นเชิง และยิ่งอ้างไปก็ยิ่งทำให้ดูไม่จริงใจมากยิ่งขึ้น

Ringsideการเมือง


Sharing
spot_img

Latest articles

Related articles

spot_img