Sharing

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาด้านเศรษฐศาสตร์ และที่ปรึกษาศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยกับทีมข่าวริงไซด์ การเมือง ถึงการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ว่า อาจจะเป็นการประกาศยุทธศาสตร์ชาติที่คสช.ชูเป็นจุดขายแต่อาจจะขัดใจพรรคการเมืองเพราะที่ผ่านมาพรรคการเมืองเวลาเลือกตั้งหรือในการหาเสียงจะมีการประกาศนโยบายพรรคการเมือง เพื่อเป็นจุดขาย แต่เมื่อมีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติในรัฐธรรมนูญที่ทุกพรรคการเมืองต้องจัดทำนโยบายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เป็นธรรมดาที่พรรคการเมืองจะไม่เห็นด้วย

ดังนั้นทุกพรรคจึงมีแนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะพรรคการไม่อยากเดินตามยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช.กำหนด ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดบังคับให้เดินตามเพราะเชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งทุกพรรคก็ต้องมาทำยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว  ซึ่งการจัดทำยุทธศาสตร์ต้องคำนึงถึงทุกด้าน ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและการลงทุน ซึ่งไม่ว่าพรรคการเมืองไหนก็ตามที่มาเป็นรัฐบาลต้องทำอยู่ดีเพราะเมื่อถึงจุดๆหนึ่งสถานการณ์จะบังคับให้ทำ ดังนั้นทางการเมืองก็ต้องรอให้มีการเลือกตั้งในปีหน้าว่าจะเป็นเมื่อใด

นายสมชาย กล่าวต่อว่า หัวรถจักรทางเศรษฐกิจของไทยที่จะก้าวเป็นผู้นำในภูมิภาคซึ่งประเทศไทยโชคดีที่เราเป็นจุดยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซี่ยน ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีการเร่งในการเชื่อมโยงจุดขายสินค้าและบริการของไทยในเวทีโลก ให้กับชาวโลกได้เห็นถึงความสามารถของภาพรวมประเทศไทย รวมทั้งสร้างคุณภาพสินค้าเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต

ในส่วนของการดำเนินการของรัฐบาล คสช.ที่ผ่านมา  ซึ่งรัฐบาลชุดนี้มีข้อดีที่มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ ที่ผ่านมาหลายประเทศเคยมีการกำหนดทิศทางมาแล้ว ดังเช่นการดำเนินการไทยแลนด์ 4.0 คือการนำแผนงานยุทธศาสตร์มาขาย เป็นการนำเอาสิ่งที่ต้องทำในอนาคตมาขายฝัน

นอกจากนี้อยากให้ทุกรัฐบาล หันมาให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจ การเร่งให้มีการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ควรจะดำเนินการมานานแล้ว กระนั้นก็ตามทุกรัฐบาลควรที่จะต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องคนรวย คนจน การแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอี ยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในการทำตลาดสินค้าในต่างประเทศ

นายสมชาย กล่าวถึงภาพรวมการเลือกตั้งในปี 2562 ว่า  ในการเลือกตั้งพรรคการเมืองจะชูบุคคลจะเป็นจุดขายให้กับพรรคการเมืองส่วนนโยบายเป็นตัวรับที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกใครมาเป็นผู้นำรัฐบาล รวมทั้งนโยบายเป็นนามธรรมที่ทุกพรรคการเมืองเคยดำเนินการมาแล้วอาจจะมีการรื้อนโยบายเก่ามาขาย

“อยากฝากการบ้านถึงรัฐบาลหน้าไม่ว่าใครก็ตามที่ขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาล ควรแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาและพัฒนาคนให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันนโยบายภาพกว้างของภาครัฐเน้นแต่การเพิ่มจำนวนคนเข้าสู่ระบบการศึกษาแต่ไม่มีการเน้นให้พัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนั้นอยากให้รัฐบาลหน้าหันมาเน้นควรการแก้ไขคุณภาพการศึกษาให้มากขึ้น”


Sharing

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here