รายงานพิเศษ .. “กยศ.” ระเบิดเวลาการศึกษาไทย : เปิดแนวคิด “อนุทิน” พักหนี้เพื่อเยาวชน

Sharing

กลายมาเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากขึ้น จากเดิมที่ไม่คอยได้รับความสนใจเท่าไหร่ ล่าสุดกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. เป็นข่าวใหญ่ทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์และทีวี อันเนื่องมาจากรณีที่ กยศ. ยื่นฟ้องนักศึกษา 120,000 ราย ค้างชำระหนี้เกิน 5 งวด (ชำระหนี้ปีละ 1 ครั้ง) และกลายเป็นประเด็นฮอตขึ้นมา เมื่อ น.ส. วิภา บานเย็น ครูผู้ให้ตัวจริงค้ำประกันเงินกู้ กยศ. ให้แก่ลูกศิษย์ 60 คนเมื่อ 20 ปีก่อน

ปรากฏว่ามีลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง ไม่ชำระหนี้ กยศ. ถูกดำเนินคดี จนกระทั่งศาลพิพากษาให้ยึดทรัพย์ ระหว่างที่ดำเนินการสืบทรัพย์ไม่พบว่าผู้กู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใด จึงดำเนินการบังคับคดีเอากับครูวิภาในฐานะผู้ค้ำประกันครูวิภา บานเย็น จึงเป็นคดีอุทาหรณ์ผู้ค้ำประกัน ก่อนเซ็นสัญญาค้ำประกันหนี้ให้ผู้ใด ควรศึกษากฎหมายให้ดี เพราะผู้ค้ำประกันหมายถึง “บุคคลหนึ่งที่ยอมรับที่จะชำระหนี้แทนอีกบุคคล หากบุคคลนั้นไม่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้” และด้วยความที่ครูวิภา เป็นคนที่จิตใจเมตตาอารี และเป็นครูผู้ให้อย่างแท้จริง ยอมเอาอนาคตทางราชการมาเสี่ยง เพราะอยากเห็นลูกศิษย์มีการศึกษาและอนาคตที่ดี จึงเซ็นค้ำประกันเงินกู้ กยศ. ให้ลูกศิษย์ 60 ราย ปรากฏว่า 21 ราย ไม่ชำระหนี้ กยศ. กลายเป็นคดีความ จนศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ ผู้กู้และผู้ค้ำประกัน

จากจุดนี้เอง จึงมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาจากภาคส่วนต่างๆ ที่เข้ามระดมความคิดเพื่อที่จะหาทางในการปลดเปลื้องพันธนาการที่จะส่งผลกับอนาคตของเยาวชนไทย และเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “อนุทิน ชาญวีรกูล” ถึงแนวคิดการพักชำระหนี้ กยศ. ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคม ว่า สนับสนุนให้มีการชำระหนี้ กยศ. ในส่วนของลูกหนี้ ที่มีงานทำและมีรายได้เพียงพอ สามารถชำระได้โดย ไม่กระทบต่อการดำรงชีพ ส่วนลูกหนี้ ที่ยังไม่มีงานทำ หรือมีรายได้น้อยไม่เพียงพอต่อการยังชีพ เห็นว่ารัฐควรจะพักหนี้ให้เขาอย่างน้อย 5 ปี พักทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เมื่อเขามีงานทำ และมีความสามารถชำระหนี้ได้ ต้องชำระหนี้ตามสัญญากับ กยศ.

นอกจากนี้ ผู้กู้ที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากป่วย พิการ ทุพพลภาพ รัฐควรจะยกหนี้ ให้ ไม่ต้องชำระหนี้อีก ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก ทั้งจำนวนคน และจำนวนเงิน แต่เป็นความทุกข์ อย่างมาก ของผู้กู้ ผู้ค้ำประกัน และ ครอบครัว

 

อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันความเห็น และข้อเสนอของตนว่า หนี้ กยศ. ไม่ควรต้องมีผู้ค้ำประกัน เพราะผู้กู้กู้ไปเรียนหนังสือตามนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้ประชาชนศึกษาถึงระดับปริญญาตรี ผู้กู้ไม่ได้กู้ไปทำธุรกิจ หรือใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นการกู้ยืมกรณีพิเศษ

ดังนั้น รัฐควรจัดให้แก่ประชาชน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ไม่ต้องให้มากู้ยืมด้วยซ้ำไป การยกเลิกภาระค้ำประกันของผู้กู้เดิม และ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน สำหรับผู้กู้รายใหม่ เป็นสิ่งที่รัฐบาล และกยศ. ควรพิจารณาทันที เพราะหนี้กยศ. กำลังเป็นระเบิดเวลาของอนาคตการศึกษาไทย และ เยาวชนส่วนหนึ่งของชาติ ที่เป็นอนาคตของประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า  แนวทางแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย สรุปว่า ขอขอบพระคุณทุกๆ ความคิดเห็นเรื่องแนวคิดการแก้ไขปัญหาหนี้ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ .) ทั้งที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือมีข้อเสนอแนะใดเพิ่มเติม ได้ให้ทีมงานรวบรวมเพื่อนำมาวิเคราะห์ และหาแนวทางแก้ไขปัญหา กับผู้มีความเห็นดี ๆ มาช่วยเสนอแนะแนวทางออกนี้ร่วมกัน

 

จึงอยากให้แยกเป็น 3 เรื่องใหญ่ คือ

1.ลูกหนี้ กยศ.เก่า เสนอให้มีการพักหนี้ เพื่อให้โอกาส ลูกหนี้ ไปตั้งตัวสัก 5 ปี ดังเช่น ครม.เพิ่งมีมติพักหนี้ให้เกษตรกร 3 ปี

2.ปลดล็อคผู้ค้ำประกัน นำออกไปจากระบบ เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐด้านการศึกษาที่ให้กับประชาชน ไม่ใช่การค้ำประกันเชิงธุรกิจทั่วไป จากประสบการณ์ทางด้านการบริหารทราบดีว่า การทวงหนี้เขาจะมาทวงที่ ผู้ค้ำประกัน เป็นลำดับแรก ไม่ทวงจาก “ลูกหนี้” ซึ่งขณะนี้เริ่มมีผลกระทบตามที่ทราบกันดีและมีอีกหลายๆ กรณีการทวงหนี้จากผู้ค้ำประกันกำลังจะเกิดขึ้นที่ศาล

3.นิสิต นักศึกษาใหม่ เสนอให้เรียนฟรีถึงปริญญาตรี

 

 

วันข้างหน้าอยากจะเห็นว่า เราจะมีวิธีการใหม่ๆ ให้ลูกหลานของเราในกลุ่มนี้ ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระดับปริญญาตรี  ให้เรียนฟรี ได้หรือไม่อย่างไร อาจจะเป็น ราคากลางเพื่ออุดหนุนที่เหมาะสม หรือ กำหนดเป้าหมายมหาวิทยาลัยในระบบ หรือนอกระบบ ตรงไหนควรจะเป็นที่ทางให้กับ ลูกหลาน เหล่านี้มาเรียน โดยไม่ต้องมีภาระหนี้ ในวันข้างหน้าเข้าใจดีว่าของถูกและดีไม่มีในโลก ไม่เว้นแม้แต่ “การศึกษา” แต่สำนึกเล็ก ๆ อันยิ่งใหญ่ การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ ทุกภาคส่วน ควรให้โอกาสกับเด็กๆ เหล่านี้ เพื่อมาร่วมสร้างอนาคตชาติ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต ที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น จะคิดหาวิธีการที่ดีที่สุดมาร่วมมือกับหาทางออกที่ดีสำหรับอนาคตประเทศ

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการ กยศ. ระบุว่า ในอนาคตอันใกล้ สถานการณ์ของ กยศ.กำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นการชำระหนี้กำลังดีขึ้นทุกปี มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นๆ จากปีก่อน ชำระแล้ว เป็นเงิน 2.1 หมื่นล้าน ล่าสุดเพิ่มเป็น 2.6 หมื่นล้าน สาเหตุที่มีการคืนเงินกู้มากขึ้น เกิดจากหลายปัจจัย ประกอบกับการเร่งรัดดำเนินคดี ซึ่งสื่อต่างๆ ช่วยกันนำเสนอ ทำให้หลายคนตัดสินใจที่จะเข้ามาชำระหนี้เพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน กยศ.ปล่อยกู้ให้กับนักเรียนนักศึกษาไปแล้ว 5 ล้านราย เป็นวงเงินประมาณ 5 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ปิดบัญชีชำระหนี้ไปแล้ว 1 ล้านราย และลูกหนี้ที่เรียนจบจะอยู่ในช่วงเวลาปลอดชำระหนี้ 2 ปี อีก 1 ล้านราย ลูกหนี้ที่ครบกำหนดชำระหนี้อีก 3 ล้านราย ในจำนวนนี้ชำระหนี้ปกติ 1 ล้านราย และผิดชำระหนี้ 2 ล้านราย ซึ่งการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ผ่านบัญชีจะทำให้ยอดการผิดชำระหนี้ที่มีอยู่จำนวนมากลดลงทุกคนที่เป็นลูกหนี้จะทราบตัวเลขหนี้ ตัวเลขที่ต้องถูกหักแต่ละเดือนเท่าไหร่ ตามที่ได้ไกล่เกลี่ยกันไว้กับ กยศ.

จากบทสรุปที่ออกมานั้น การนำเสนอแนวคิดของนายอนุทิน ดูจะเป็นหนทางที่น่าจะมีการนำมาประยุกต์หรือนำมาใช้ เพราะการกู้ยืมเพื่อหารศึกษานั้น จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีการค้ำประกัน เพราะการลงทุนทางด้านการศึกษา สุดท้ายมันจะย้อนมาพัฒนาชาติในที่สุด แต่หากยังต้องมีการค้ำประกันในอนาคต หากเด็กไม่มีเงินแล้ว จะกู้แต่หาคนค้ำไม่ได้ มันจะกลายมาเป็นการผลักภาระให้เด็กเหล่านั้นไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาใช่หรือไม่ ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ท่านๆ ไม่ตรึกครองดูหน่อยหรือ

 

“วัฒนา อ่อนกำปัง” ทีมข่าวริงไซด์การเมือง รายงาน


Sharing
spot_img

Latest articles

Related articles

spot_img