[tds_menu_login inline="yes" guest_tdicon="td-icon-profile" logout_tdicon="td-icon-log-out" tdc_css="eyJhbGwiOnsibWFyZ2luLXRvcCI6Ii0xIiwibWFyZ2luLWJvdHRvbSI6IjAiLCJtYXJnaW4tbGVmdCI6IjExIiwiZGlzcGxheSI6IiJ9LCJsYW5kc2NhcGUiOnsibWFyZ2luLWxlZnQiOiI3IiwiZGlzcGxheSI6IiJ9LCJsYW5kc2NhcGVfbWF4X3dpZHRoIjoxMTQwLCJsYW5kc2NhcGVfbWluX3dpZHRoIjoxMDE5LCJwb3J0cmFpdCI6eyJtYXJnaW4tbGVmdCI6IjMiLCJkaXNwbGF5IjoiIn0sInBvcnRyYWl0X21heF93aWR0aCI6MTAxOCwicG9ydHJhaXRfbWluX3dpZHRoIjo3Njh9" toggle_hide="yes" ia_space="0" show_version="" icon_color="var(--reel-news-white)" icon_size="eyJhbGwiOjIxLCJsYW5kc2NhcGUiOiIxOSIsInBvcnRyYWl0IjoiMTcifQ==" avatar_size="eyJhbGwiOiIxOCIsImxhbmRzY2FwZSI6IjE2IiwicG9ydHJhaXQiOiIxNCJ9" toggle_horiz_align="content-horiz-right" menu_horiz_align="content-horiz-right" menu_arrow_color="rgba(0,0,0,0)" menu_shadow_shadow_size="0" menu_bg="var(--reel-news-black-transparent)" menu_uh_color="var(--reel-news-white)" menu_ul_link_color="var(--reel-news-white)" menu_ul_sep_color="var(--reel-news-dark-gray)" menu_uh_border_color="var(--reel-news-dark-gray)" menu_uf_txt_color="var(--reel-news-white)" menu_uf_border_color="var(--reel-news-dark-gray)" f_uh_font_family="394" f_uh_font_weight="500" f_links_font_weight="500" f_uf_font_weight="500" f_links_font_family="394" f_uf_font_family="394" f_uh_font_size="eyJhbGwiOiIxMyIsImxhbmRzY2FwZSI6IjEyIiwicG9ydHJhaXQiOiIxMSJ9" f_uh_font_line_height="1.2" f_links_font_size="eyJhbGwiOiIxMyIsImxhbmRzY2FwZSI6IjEyIiwicG9ydHJhaXQiOiIxMSJ9" f_links_font_line_height="1.2" f_uf_font_size="eyJhbGwiOiIxMyIsImxhbmRzY2FwZSI6IjEyIiwicG9ydHJhaXQiOiIxMSJ9" f_uf_font_line_height="1.2" menu_uh_padd="eyJhbGwiOiIxNXB4IDIwcHgiLCJsYW5kc2NhcGUiOiIxMHB4IDE1cHgiLCJwb3J0cmFpdCI6IjdweCAxMnB4In0=" menu_ul_padd="eyJhbGwiOiIxNXB4IDIwcHgiLCJsYW5kc2NhcGUiOiIxMHB4IDE1cHgiLCJwb3J0cmFpdCI6IjdweCAxMnB4In0=" menu_ulo_padd="eyJhbGwiOiIxNXB4IDIwcHgiLCJsYW5kc2NhcGUiOiIxMHB4IDE1cHgiLCJwb3J0cmFpdCI6IjdweCAxMnB4In0=" menu_ul_space="eyJhbGwiOiIxMCIsImxhbmRzY2FwZSI6IjgiLCJwb3J0cmFpdCI6IjUifQ==" menu_offset_top="eyJhbGwiOiIyOCIsImxhbmRzY2FwZSI6IjI1IiwicG9ydHJhaXQiOiIyMCJ9" menu_offset_horiz="4" el_class="td-reel-news-menu-login" menu_gh_padd="eyJhbGwiOiIxNXB4IDIwcHgiLCJsYW5kc2NhcGUiOiIxMHB4IDE1cHgiLCJwb3J0cmFpdCI6IjdweCAxMnB4In0=" menu_gc_padd="eyJhbGwiOiIxNXB4IDIwcHgiLCJsYW5kc2NhcGUiOiIxMHB4IDE1cHgiLCJwb3J0cmFpdCI6IjdweCAxMnB4In0=" menu_gh_border_color="var(--reel-news-dark-gray)" menu_gh_color="var(--reel-news-white)" f_gh_font_family="394" f_gh_font_size="eyJhbGwiOiIxMyIsImxhbmRzY2FwZSI6IjEyIiwicG9ydHJhaXQiOiIxMSJ9" f_gh_font_line_height="1.2" f_gh_font_weight="500" f_btn1_font_family="394" menu_gc_btn1_bg_color="var(--reel-news-accent)" menu_gc_btn1_bg_color_h="var(--reel-news-white)" menu_gc_btn1_border_color="var(--reel-news-white)" menu_gc_btn2_color="var(--reel-news-white)" f_btn2_font_family="394" f_btn1_font_transform="uppercase" f_btn1_font_weight="700" f_btn1_font_spacing="1" f_btn2_font_spacing="1" f_btn2_font_transform="uppercase" f_btn2_font_weight="700" menu_gc_btn1_padd="9px 12px 8px" menu_width="eyJwb3J0cmFpdCI6IjEzMCIsImxhbmRzY2FwZSI6IjE2MCJ9" menu_gc_btn1_color_h="var(--reel-news-black)" menu_gc_btn2_color_h="var(--reel-news-white)"]

กระจายอำนาจ-ลดบทบาทรัฐ! “บรรยง” แนะทางแก้ปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” หลังรัฐตีปี๊บนายทุน “ฟู” แต่ราษฎร “แฟบ”

Sharing

นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตกรรมการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 21 ส.ค.2561 ถึงกระแสข่าวที่ภาครัฐพยายามชูตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสวนทางกับความเป็นอยู่และความรู้สึกของประชาชนว่า Where’s the people’s cheese? ความเจริญมันหายไปไหนวะ?

เห็นข่าวช่วงนี้แล้วเลยทำให้เข้าใจเลยว่า….ทำไมในขณะที่รัฐบาล ทั้งตัวนายกฯ ทั้งคณะทีมเศรษฐกิจ ต่างตีฆ้องร้องป่าวประกาศผลงานรัฐบาล ว่าที่ทุ่มเทมาตลอดสี่ปี สามารถฉุดอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ จากต่ำเตี้ยเรี่ยดินขึ้นมาได้ จนครึ่งปีแรกGDPเติบโตได้ตั้ง 4.8% แล้วทำท่าว่าจะยั่งยืนไปได้ทั้งปี …แต่ในขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชาวรากหญ้า ชาวบ้านร้านตลาด และคนหากินตัวเล็กตัวน้อยจึงยังไม่รู้สึกดีขึ้นด้วยเลย แถมหลายภาคส่วนรู้สึกแย่ลงด้วยซ้ำ

ส่วนพวกชาวหุ้น พวกนายทุนต่างก็ดีใจกันทั่วหน้า ที่ครึ่งปีแรกนี้ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีกำไรรวมกันถึง 5.5 แสนล้านบาท มีอัตราเติบโตถึง 20% เทียบกับกำไรในช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจภาคตลาดหุ้นและภาคบรรษัททั้งหลายก็น่าจะดีอย่างเขาว่าจริงๆ ซึ่งถ้าตามสถิติเดิม กำไรในตลาดหุ้น จะมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสี่ของกำไรนิติบุคคลในประเทศไทยทั้งหมด และถ้าเราเชื่อว่ากำไรเฉลี่ยของบริษัทนอกตลาดเป็นไปในทิศทางเดียวกับบริษัทในตลาด ก็จะคาดได้เลยว่าปีนี้นิติบุคคลน่าจะมีกำไรรวมกันสุทธิหลังภาษีประมาณ 4.5ล้านๆบาท เท่ากับประมาณ 30% ของรายได้ประชาชาติ(GDPรวมประมาณ15ล้านๆบาท) …ซึ่งตัวเลขที่ว่านี้ก็สอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลของกรมสรรพากร ที่ปีที่แล้วจัดเก็บได้สูงถึง 626,000 ล้านบาท และเท่าที่ผมทราบอัตราจัดเก็บได้(Effective rate)ประมาณ14% (เพราะมีBOI และการลดหย่อนต่างๆมากมาย)

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ปีที่แล้วที่ทั้งประเทศมีรายได้ประชาชาติรวม 15ล้านๆบาทนั้น ถ้านับด้านรายได้(Income Approach)ว่ามันตกอยู่กับใคร ก็สรุปได้ว่าเกือบ 30%ตกเป็นของทุน(Capital)ซึ่งหมายถึงเจ้าของกิจการทั้งไทยทั้งเทศซึ่งประมาณว่ามีไม่กี่แสนคน ไม่ถึง1% ของประชากรเป็นคนได้ไป ส่วนคนส่วนใหญ่ประมาณสี่สิบล้านคนที่รับเป็นเงินเดือนค่าจ้าง(Wage)นั้น ตามสถิติมีส่วนแบ่งอยู่ประมาณ 42% (ของประเทศไทยรายได้ส่วนนี้ค่อนข้างต่ำ) คือได้รับรวมกัน 6.3 ล้านๆ ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากค่าเช่า(Property) ดอกเบี้ย(Interest)ซึ่งก็คือทุนอีกนั่นแหละ รายได้ของรัฐ และจากเศรษฐกิจนอกระบบที่ไม่เป็นทางการ

ทีนี้ พอมาครึ่งปีแรกนี้ รายได้ประชาชาติรวมโตขึ้น 4.8% ซึ่งถ้ารวมเงินเฟ้อ 1.5% ก็เท่ากับเติบโตได้ 6.3% แต่กำไรของบริษัทซึ่งมีส่วน30% เติบโตตั้ง 20% (สมมุติว่านอกตลาดหลักทรัพย์ก็เติบโตในทิศทางเดียวกัน) ก็พอจะเดาได้ว่าคนส่วนใหญ่ซึ่งกินเงินเดือนกับทำงานนอกระบบ จะเป็นอย่างไร …ก็ติดลบน่ะสิครับ ยิ่งแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยกำลังมา ราคาอสังหาริมทรัพย์ทะยานไม่หยุด ยิ่งน่ากังวลแทนคนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งไม่มีเงินออม ไม่มีทรัพย์สินสะสม ว่าจะต้องลดส่วนแบ่งอันหมายถึงลดรายได้แท้จริงไปอีกเรื่อยๆ

ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์คร่าวๆเบื้องต้น ที่อยากให้มีนักวิชาการลงวิจัยกันอย่างละเอียดอีกครั้งนะครับ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า”ทิศทาง”(Trend)มันเป็นไปอย่างที่ว่า ซึ่งก็สอดคล้องกับเทรนด์ในหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐ จีน อังกฤษ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่อยู่ทั่วไป เพราะความเหลื่อมล้ำมันทวีขึ้นทุกที และก็สอดคล้องกับทฤษฎีของThomas Piketty ในหนังสือ Capital in the Twenty-first Century ที่ว่า ตราบใดที่อัตราผลตอบแทนของทุน ยังสูงกว่าอัตราการเติบโต(r>g) ในที่สุดนายทุนจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปไว้ในกระเป๋าตนจนหมด และเมื่อนั้นแหละครับ Communist กับMarxist ก็มีโอกาสจะฟื้นคืนชีพ

ถามว่าเรื่องนี้ใครผิด? …บริษัทห้างร้าน นายทุน รัฐบาล หรือประชาชนทั่วไป …จริงๆไม่มีใครผิดหรอกครับ บริษัทก็มีหน้าที่ที่ต้องเพิ่มกำไร นายทุนเขาก็แสวงหาผลตอบแทน รัฐบาลก็มีหน้าที่กระตุ้นให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปให้ได้ …มันเป็นปัญหาทางโครงสร้างที่สะสมหมักหมมมานาน

“แล้วถามว่าทิศทางแก้ปัญหาที่ทำอยู่ แผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศที่มีแล้วนั้น โครงการประชารัฐต่างๆ เหล่านี้จะตอบโจทย์แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ไหม? …(ในความเห็นผม)คิดว่ายังไม่เพียงพอ แถมหลายเรื่องเป็นการหลงทางเสียด้วยซ้ำ เช่น การไม่กระจายอำนาจ การเน้นความมั่นคงที่ไม่ตรงจุดโดยเพิ่มกฎระเบียบทุกวัน การเพิ่มขยายขนาดบทบาทและอำนาจรัฐ การตัดการมีส่วนร่วม ฯลฯ แล้วถามว่าควรจะทำยังไง? …ก็คงต้องตอบว่าไม่ทราบครับ ขอไปสวดมนต์ก่อน” นายบรรยงระบุ


Sharing
spot_img

Latest articles

Related articles

spot_img
Ev depolama Ucuz nakliyat teensexonline.com

büyükçekmece evden eve nakliyat

maslak evden eve nakliyat

gaziosamanpaşa evden eve nakliyat

şişli evden eve nakliyat

taksim evden eve nakliyat

beyoğlu evden eve nakliyat

göktürk evden eve nakliyat

kenerburgaz evden eve nakliyat

sarıyer evden eve nakliyat

eyüp evden eve nakliyat

fatih evden eve nakliyat

uluslararası nakliyat uluslararası evden eve nakliyat uluslararası nakliyat uluslararası evden eve nakliyat ev depolama ev eşyası depolama istanbul eşya depolama yurtdışı kargo uluslararası kargo firmaları uluslararası kargo taşımacılığı uluslararası ev taşıma uluslararası eşya taşımacılığı uluslararası ev taşıma uluslararası nakliyat uluslararası evden eve nakliyat
escort bursa escort gorukle
Ankara Escort
porn