“อ.นิด้า” ชี้ 4 อนาคตการเมือง “บิ๊กตู่” ไม่ว่าเลือกทางไหนก็เป็นปัญหา!

Sharing

นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นเรื่องทางเลือกทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุว่า ผมคิดว่า ในเวลานี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังคงมีความลังเลว่าจะตัดสินใจเลือกอนาคตทางการเมืองของตนเองอย่างไร ทางเลือกเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละทางเลือกมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร

1.การลงสู่สนามการเมืองในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองและนำทัพแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ

ทางเลือกนี้ผมคิดว่าเป็นไปได้น้อยมาก เพราะเป็นทางเลือกที่ยากลำบากต้องเผชิญกับการท้าทาย การถกเถียง การประลองฝีปาก การอดกลั้น และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่บุคลิกและความถนัดของพลเอกประยุทธ์แต่อย่างใด แต่หากตัดสินใจเลือกทางนี้ ข้อดีคือ พรรคการเมืองนี้จะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากคะแนนนิยมที่ประชาชนมีต่อพลเอกประยุทธ์ และผู้สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ก็จะสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าตนเองควรเลือกพรรคการเมืองใด

แต่ข้อเสียคือ จะมีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเรื่องความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจรัฐช่วยเหลือพรรคของตนเอง ซึ่งจะเป็นการเอาเปรียบพรรคอื่นๆ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ถั่งโถมเข้าใส่อาจทำให้พลเอกประยุทธ์ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อันนำไปสู่การตอบโต้โดยใช้อารมณ์อย่างกราดเกรี้ยว ซึ่งจะทำให้ถูกนำขยายผลและนำไปการโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนอาจทำให้พรรคการเมืองที่ตนเองเป็นหัวหน้าพรรคสูญเสียคะแนนนิยมไปในที่สุด

และหากพรรคการเมืองนี้ไม่ได้รับเลือกตั้งโดยมีคะแนนเสียงและจำนวน ส.ส. มากเป็นลำดับหนึ่ง จะทำให้ความชอบธรรมที่พรรคนี้จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในระดับต่ำ แต่หากยังยืนกรานเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยรวมกับพรรคเล็กพรรคน้อย นอกจากจะถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากพรรคคู่แข่งแล้ว เสถียรภาพของรัฐบาลก็จะอยู่ในระดับต่ำด้วย

2.การลงสู่สนามการเมืองในฐานะที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่ไม่เป็นสมาชิกหรือลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคนั้น ข้อดีคือ มีความสะดวกสบายไม่ต้องเหนื่อยมากในการหาเสียง และประชาชนที่สนับสนุนก็มีความชัดเจนว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ข้อเสียคือ อาจถูกโจมตีว่าเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น และก็เช่นเดียวกับทางเลือกแรกคือหากพรรคนี้ไม่ได้เสียงมากเป็นลำดับหนึ่ง การจัดตั้งรัฐบาลก็จะมีความชอบธรรมต่ำและรัฐบาลขาดเสถียรภาพ

3.การประกาศว่าไม่เป็นหัวหน้าพรรค ไม่ให้พรรคใดเสนอชื่อตนเองให้เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างเลือกตั้ง แต่พร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีหากพรรคการเมืองตกลงกันไม่ได้ และเป็นไปตามเงื่อนไขกลไกของรัฐธรรมนูญ นั่นคือการเป็นนายกฯคนนอก ที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา

ข้อดีคือ ไม่เหนื่อย ไม่เปลืองตัว รอคนมาเชิญเป็นนายกฯ ข้อเสียคือ หลังเลือกตั้งจะเกิดกระแสการคัดค้านคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างกว้างขวาง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงได้

4.การประกาศไม่เล่นการเมือง และไม่เป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป รวมทั้งประกาศว่ารัฐบาลพร้อมจะช่วย กกต. ดูแลความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการวางรากฐานการปฏิรูปการเมืองต่อไป ข้อดีคือ มีความสง่างาม ได้รับการสรรเสริญจากผู้คนทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีความสบายใจไม่ต้องแบกภาระอันหนักอึ้งอีกต่อไป ทำอะไรเพื่อบ้านเมืองก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อกังวลหรือประเด็นที่จะถูกนำไปโจมตี

ข้อเสียคือ ผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่ง และคนรอบข้างที่เคยอาศัยพึ่งพาจะเสียขบวน เคว้งคว้าง ไร้สิ่งยึดเหนี่ยว รัฐบาลจะอยู่ในสภาพเป็ดง่อย ข้าราชการจะไม่ค่อยทำงานตามสั่ง เพราะจะรอรัฐบาลชุดใหม่ และโอกาสที่ยุทธศาสตร์ กฎหมาย และมาตรการหลายอย่างที่วางเอาไว้อาจถูกรื้อและยกเลิกหลังการเลือกตั้ง สิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกทางเลือกใดคือ การสำรวจความปรารถนาที่แท้จริงของตนเองให้กระจ่างชัด หากมีความปรารถนาหลายประการที่ขัดแย้งกัน สิ่งที่พึงกระทำคือต้องคิดไตร่ตรองให้ตกผลึกว่า จะให้น้ำหนักกับความปรารถนาแบบใดมากที่สุด เมื่อตกลงปลงใจได้กระจ่างชัดแล้ว ก็ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่คิดว่าจะสามารถนำไปสู่ความปรารถนานั้นได้

 

ในตอนท้าย นายพิชาย ระบุว่า แต่กระนั้น พึงตระหนักว่า ทางเลือกแต่ละอย่าง ที่เราคิดว่าจะนำไปสู่ความปรารถนานั้น อาจมีผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้ อันเป็นผลจากมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาแทรกซ้อนหรือเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้บรรลุความปรารถนาหรือในบางกรณีทางเลือกนั้นอาจสร้างผลกระทบที่เราไม่ได้คาดหวังมาก่อนก็เป็นได้ในสถานการณ์และบริบทการเมืองของไทยในห้วงเวลานี้ ไม่ว่าทางเลือกใดต่างก็มีศักยภาพที่สร้างปัญหาตามมาได้ทั้งสิ้น


Sharing
spot_img

Latest articles

Related articles

spot_img