Sharing

รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นตัวแปรสำคัญให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่ออยู่ในอำนาจต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องไม่เสียหายในสายตาประชาชนที่สนับสนุน คือต้องเข้าไปแบบมีฟอร์ม มีเงื่อนไขบางอย่าง ไม่ใช่นั้นแล้วประชาธิปัตย์จะได้ไม่คุ้มเสีย ส่วนกรณีตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะมีผลต่อการตัดสินใจจับมือกับ พล.ประยุทธ์ หรือไม่นั้น รศ.สมชัย เชื่อว่า ถ้ายังเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามเดิม อาจจะมีเงื่อนไขที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์อึดอัดมากขึ้น เพราะต้องเป็นการเข้าไปร่วมอย่างมีความหมาย ไม่ใช่เพียงแค่องค์ประกอบเพื่อให้ตั้งรัฐบาลได้ แต่ถ้าเป็นท่านอื่นอาจมีเงื่อนไขต่อรองที่น้อยลง ทั้งนี้ ผลของการหยังเสียงหัวหน้าพรรค จะเป็นตัวชี้ว่าประชาธิปัตย์จะเอาอย่างไร

ตัวอย่างกรณีที่นายอภิสิทธิ์ยังเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และจะจับมือกับพล.อ.ประยุทธ์ พรรคพลังประชารัฐต้องมีคะแนนที่ไม่น้อยเกินไป ในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรี เช่น ได้เพียง 20-30 เสียง ซึ่งไม่ถึง 100 เสียง จะไม่มีความชอบธรรมเพียงพอและไม่สง่างามที่ประชาธิปัตย์จะไปร่วมด้วย อีกประเด็นคือประชาธิปัตย์จะต้องตั้งเงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้ตอบโจทย์การบริหารประเทศได้ หากเข้าไปโดยไม่มีอำนาจต่อรอง ตนเชื่อว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่คนจะเลือกประชาธิปัตย์

 

รศ.สมชัย ยังกล่าวถึงโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะตัดสินใจเข้ามาเป็นนายกฯว่าจะมาตั้งแต่ก๊อกแรก คือ มีรายชื่อในบัญชีพรรคการเมือง หรือจะเป็นก๊อกที่สอง คือ กรณีที่สภาฯไม่สามารถตกลงกันได้ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯก๊อกสอง สง่างามกว่า หมายความว่า ฝ่ายการเมืองตกลงกันไม่ได้ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ก็เข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ นี่คือความสง่างามที่มากกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงในแง่ที่ว่า สภาเขาตกลงกันได้ ก็ปิดทางนายกฯก๊อกสอง

ขณะเดียวกัน ถ้ามาเป็นก๊อกแรก คำถามคือ จะมาสังกัดพรรคไหน เพราะทั้งพรรคใหญ่พรรคกลางก็มีเจ้าของหมดแล้ว จึงอาจเป็นที่มาของการตั้งพรรคใหม่ แต่ความเสี่ยงก็คือว่า พรรคใหม่อาจได้คะแนนไม่เพียงพอ มันคือประชาชนไม่เอาคุณ เลยไม่มีความชอบธรรมที่เพียงพอในการตั้งรัฐบาล

เหล่านี้เป็นสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเลือกที่จะเสี่ยงเอง อย่าคิดเพียงแค่ว่า 25 เสียงจะเพียงพอ อย่าคิดเพียงแค่ว่าทำตามกติการัฐธรรมนูญ ต้องดูความสง่างามที่จะเกิดขึ้นด้วย ซึ่งถ้าให้ตนเดาใจตอนนี้ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะเลือกก๊อกแรก เพราะดูเหมือนว่าจะมั่นใจในพรรคพลังประชารัฐว่าจะมีคะแนนเสียงสนับสนุนพอสมควร

 

ส่วนการแตกพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย ก็เชื่อว่าเป็นกลยุทธ์แก้เกมสูตรเลือกตั้งใหม่อย่างที่มีการวิเคราะห์กัน โดยเก็บคะแนนที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ แล้วยอมให้คะแนนที่ 1 น้อยลง อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ 2 ที่ 3 จะต้องให้ประชาชนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ฐานคะแนนเสียงเดิมของเพื่อไทยมาเลือกด้วย ถึงจะมีประโยชน์กว่าการทอนคะแนนตัวเอง โดยต้องสร้างพรรคที่มีความแตกต่างเพื่อชิงลูกค้ากลุ่มอื่น

“กรณีพรรคอนาคตใหม่ ผมว่าคือกำไรของเพื่อไทย คือได้ฐานเสียงใหม่ ไปตีชาวบ้านเขา แต่ถ้าเป็นกรณีพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคลุงกำนัน ผมว่าไม่มีกำไรเกิดขึ้น เพราะเป็นคะแนนฐานเดียวกัน ดังนั้น จึงจะต้องทำให้เห็นความแตกต่างของพรรค แล้วไปแย่งฐานคนอื่นถึงจะโอเค”

รศ.สมชัย ระบุอีกว่า เป็นไปได้เช่นกันที่ฝ่ายเพื่อไทยขอแค่เสมอตัว คือกำลังคิดว่ายังไงก็ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ลดลง เลยต้องเน้นชนะ ส.ส.เขต ด้วยคะแนนไม่ขาดลอย แล้วไปแบ่งคะแนนให้กับพรรคสาขา เพื่อหวังนำไปเก็บตกเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคสาขา ท้ายที่สุดก็นำไปรวมเป็น ส.ส.ในเครือข่ายเดียวกันในสภา ตรงนี้ยอมรับว่าคิดลึกซึ้งกว่าตน แต่ทั้งนี้มันก็ความเสี่ยงที่ว่าแบ่งกันไปมา สุดท้ายแทนที่จะชนะ ส.ส.เขต กลายเป็นว่า แพ้ทั้งหมดเลย


Sharing

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here